Bookmark and Share Add to Favorites  

เมนูหลัก

สมาชิกเข้าสู่ระบบ

User Name:
Password:
จำการล็อกอินของฉันไว้
ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
ใสอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้กับเรา

โทรทัศน์

การวินิจฉัยแยกโรคในระบบทางเดินอาหาร

การวินิจฉัยแยกโรคในระบบทางเดินอาหาร

Diarrhea :

          ลักษณะก้อนอุจจาระ จะแปรผันกับอาหารที่สุกรกินเข้าไป  แต่การเกิดภาวะท้องเสียจะพิจารณาจากเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของอุจจาระทำให้อุจจาระมีลักษณะเหลวเป็นน้ำมากกว่าปกติ  โดยเฉพาะเมื่อเกิดร่วมกับอาการของโรคของลำไส้เล็ก หรือโรคของลำไส้ใหญ่  อาการโรคของลำไส้เล็กที่มักจะเกิดร่วมกันประกอบไปด้วย  อาการอาเจียน  melena  อาหารไม่ย่อย bulky voluminous feces และเสียงลำไส้บีบตัวไล่ลมเมื่อมีอาการท้องอืดอาการอาเจียนมักจะไม่ค่อยเกิดในกรณีของโรคลำไส้ใหญ่  อย่างไรก็ตาม  มักจะพบลักษณะของอุจจาระที่มีเลือดปน ถ่ายเป็นเลือด อุจจาระมีมูกปน  ,ถ่ายกระปริดกระปรอย ( small frequent defecation ) และการปวดเบ่ง

 

ลูกสุกรก่อนหย่านม :

          หลายๆครั้งที่การวินิจฉัยปัญหาท้องเสียในลูกสุกร สามารถทำได้โดยอาศัยพื้นฐานของการซักประวัติ อาการทางคลินิก  และการชันสูตรซาก  อย่างไรก็ตาม รูปแบบทางคลินิกมักจะไม่ใช่จุดที่จะบ่งบอกถึงสาเหตุเนื่องจากความผันแปรของอาการทางคลินิก เช่นโรคหนึ่งโรคอาจมีอาการทางคลินิกหลายอย่าง หรืออาการทางคลินิกบางอย่างสามารถเกิดได้จากหลายโรคก็ได้  เพราะฉะนั้น ถ้าหากเป็นไปได้ จะต้องเก็บข้อมูลให้ละเอียดที่สุด

          สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดปัญหาท้องเสียในลูกสุกร ได้แก่  colibacillosis, hypoglycemia, transmissible gastroenteritis ( TGE ), clostridial enteritis ( CE ), coccidiosis และ rotaviral enteritis  ซึ่งทั้ง  6 โรคนี้ เป็นสาเหตุหลักของการเกิดปัญหาท้องเสียในลูกสุกรก่อนหย่านมทั้งหมด


          โรคที่มีความสำคัญน้อยลงมา หรือมีโอกาสเกิดน้อยมากในลูกสุกรก่อนหย่านม แต่ก็สามารถทำให้เกิดภาวะท้องเสียได้เหมือนกัน ได้แก่ พยาธิ strongyloides, swine dysentery ( SD ), erysipelasและ Salmonellosis

          โรคพิษสุนัขบ้าเทียม ( AD ) และ toxoplasmosis สามารถทำให้เกิดการท้องเสียในลูกสุกรได้ แต่การเกิดอาการท้องเสียทั่วๆไป ไม่ใช่อาการทางคลินิกหลักที่แสดงออกมาของโรคนี้

          เมื่อพบภาวการณ์เกิดการท้องเสียแบบระเบิดรวดเร็ว ( explosive onset ) และโรคมีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว มักจะมีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัส

          ส่วนการระบาดที่เป็นแบบแอบแฝง ( insidious onset ) มีการแพร่กระจายของโรคอย่างช้าๆ และค่อยๆรุนแรงขึ้นเป็นลำดับเมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น มักจะมีสาเหตุมาจากโรคติดเชื้อแบคทีเรีย หรือ ปรสิต

 

          ความรู้เกี่ยวกับ สถานะภาพการทำวัคซีนของฝูง และระยะก่อนที่จะมีการสัมผัสกับโรคติดเชื้อ จะเป็นอีกตัวหนึ่งที่ช่วยในการวินิจฉัยโรคได้  โรคต่างๆ เช่น enzootic TGE, coccidiosis, AD, colibacillosis และ clostridial enteritis เป็นเรื่องที่ยากมากที่จะกำจัดทีเดียวให้หายขาดได้ เพราะโรคเหล่านี้สามารถกลับเข้ามาในฝูงได้อีก หากมีมาตรการในการควบคุมป้องกันไม่ดี  และจะคงสภาพการท้องเสียไปเรื่อยๆ เมื่อมีการใช้มาตรการควบคุมในฝูงที่มีการติดเชื้อแบบเรื้อรังด้วยโรคใดโรคหนึ่ง ถ้าหากเกิดความล้มเหลวในโปรแกรมการควบคุมป้องกันโรค ( การทำวัคซีน หรือการใช้ยา ) จะต้องกลับไปทบทวนถึงวิธีการในการควบคุมป้องกันโรคว่ามีจุดไหนที่จะทำให้โรคกลับมาเป็นได้อีก อายุของสุกรที่ได้รับผลกระทบจากภาวะท้องเสียครั้งแรก เป็นตัวบ่งชี้ถึงสาเหตุการเกิดท้องเสียได้

          การเกิดท้องเสียในวันแรกหรือวันที่สองหลังคลอด จะเกิดได้จาก โรคติดเชื้อ อี. โคไล,  ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ           ( Hypoglycemis )   หรือโรคลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อคลอสตริเดียมส่วนการเกิดโรคท้องเสียจากการติดเชื้อบิด               ( Coccidiosis ) จะเกิดครั้งแรกเมื่อสุกรอายุได้ 5-7 วัน

          การเกิดท้องเสียที่มีสาเหตุจาก  enzootic TGE, AD, swine dysentery, salmonellosis and erysipelas มักจะเกิดในสุกรที่อายุเกินหนึ่งสัปดาห์

          นอกจากจะพบในช่วง  2-3 วันแรกหลังคลอด  การเกิดท้องเสียจากการติดเชื้อ อี. โคไล และจากภาวะที่แม่นมแห้ง      ( Agalactia ) ยังสามารถพบได้เป็นปกติเมื่อลูกสุกรอายุ  3 สัปดาห์ บางครั้งการเกิดท้องเสียก็ไม่ได้เกิดตามอายุที่แน่นอนเสมอไป  บางทีจะมีช่วงอายุที่เกิดโรคได้กว้างในโรคเดียวกัน การเกิดโรคแบบเฉียบพลัน มีการท้องเสียอย่างรุนแรง สามารถเกิดได้กับลูกสุกรที่มีอายุเกิน 24 ชั่วโมงและเป็นได้ทุกอายุ เป็นลักษณะจำเพาะของโรค epizootic TGE  และ AD ภาวะท้องเสียที่มีความรุนแรงน้อยกว่า  ไม่สามารถหาเวลาที่เกิดโรคได้ชัดเจน  และเกิดกับลูกสุกรทุกช่วงอายุ  สามารถเกิดได้จาก โรคติดเชื้อ อี. โคไล  และ โรคลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อโรตาไวรัส พบได้เป็นปกติว่า เมื่อเกิดการท้องเสียในลูกสุกร ย่อมส่งผลต่อลูกสุกรตัวอื่นที่อยู่ในคอกด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เนื่องจากโรคติดเชื้อส่วนใหญ่ แม่สุกรจะมีภูมิคุ้มกัน และสามารถส่งแอนติบอดี้แก่ลูกสุกรอย่างเพียงพอ ผ่านทางน้ำนม  หรือไม่แม่สุกรก็อาจจะไม่สามารถให้ภูมิคุ้มกัน และแอนติบอดี้จากน้ำนมแก่ลูกสุกรได้เช่นกัน มีข้อยกเว้น สำหรับการเกิดลำไส้อักเสบจากเชื้อคลอสตริเดียม ซึ่งจะมีผลกระทบต่อลูกสุกรเพียงบางตัวเท่านั้น และมักจะพบในตัวที่มีขนาดใหญ่และสุขภาพดี ส่วนภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ก็จะก่อให้เกิดโรคได้เฉพาะตัวเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสุกรที่ตัวเล็ก ผอม แคระแกร็น

          ค่าความเป็นกรด ด่าง ( pH ) ของอุจจาระ พบว่าสามารถช่วยในการวินิจฉัยเบื้องต้นถึงสาเหตุของการเกิดท้องเสียได้ แต่อุจจาระที่จะนำมาตรวจเช็คจะต้องเก็บใหม่ๆจากตัวสัตว์ ไม่ใช่อุจจาระที่อยู่ตามพื้นคอก โรคที่ทำให้เกิด moderate-severe villous atrophy ( TGE and RE ) จะทำให้เกิดอาการท้องเสียร่วมกับมี pH ที่เป็นกรด  ส่วนโรคระบบลำไส้อื่นๆ อุจจาระจะมีลักษณะเป็นด่าง อาการแรกๆที่มักจะเห็น เมื่อเกิดอาการท้องเสีย คือ ภาวะขาดน้ำ ซึ่งจะดูได้จากมีการโผล่ของปุ่มกระดูกและสภาพผิวหนังแห้งหยาบ ไม่มีความยืดหยุ่น ผิวหนังมีสีคล้ำ เมื่อใช้นิ้วมือกดลงไปที่ผิวหนัง ผิวหนังจะบุ๋มลงไปและจะคืนเป็นปกติได้ช้า แม่สุกรที่ลูกเกิดการท้องเสีย ส่วนใหญ่แม่สุกรจะไม่ได้รับผลกระทบด้วย


ปัจจัยที่ไม่ใช่จากการติดเชื้อที่สนับสนุนให้เกิดอาการท้องเสีย ( ตารางที่ 2 )

       มีปัจจัยหลักๆ 2 ประการ ที่มีส่วนสนับสนุนให้ลูกสุกรแสดงอาการท้องเสีย คือ อุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมและการใช้ประโยชน์ได้ของน้ำนม

 

อุณหภูมิของสิ่งแวดล้อม

          ลูกสุกรจะมีค่าที่เรียกว่า lower critical temperature ( LCT ) ซึ่งลูกสุกรจะต้องการอาหารพลังงานชนิดพิเศษ เพื่อรักษาระดับอุณหภูมิของร่างกาย ที่ 90oF ( 33oC )  ค่า LCT ของลูกสุกรหย่านมประมาณ 75OF ( 28OC ) อุณหภูมิจากสิ่งแวดล้อมที่มายังตัวลูกสุกรจะมาจาก  รังสีความร้อนที่แผ่ในอากาศ  conduction จากพื้น  evaporation due to wet surfaces and humidity and convection to walls and windows อุณหภูมิของสิ่งแวดล้อม อาจจะประเมินได้โดยการ วัดอุณหภูมิของอากาศ และเพิ่ม หรือลบ ให้สอดคล้องกับ  condition listed ในตารางที่ 2


การใช้ประโยชน์ได้ของน้ำนม

          ปริมาณน้ำนมที่เพียงพอเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องจัดหาให้กับลูกสุกร พร้อมทั้งต้องมีภูมิคุ้มกันจากน้ำนม และพลังงานสำหรับการรักษาอุณหภูมิของร่างกาย มีปัจจัยหลายอย่างที่ไปจำกัดการใช้ประโยชน์ได้ของน้ำนมในลูกสุกร เช่น ภาวะที่แม่สุกรน้ำนมแห้ง หรือความผิดปกติทางกายภาพ ของ mammary gland ( กล่องกกลูกสุกรไม่ดีเป็นอุปสรรคในการกกลูกสุกร,พื้นที่ลื่นหลุดง่าย ) เหล่านี้จะเป็นตัวที่สนับสนุนให้อาการทางคลินิกของโรครุนแรงขึ้น ลูกสุกรที่ท้องเสีย จะมีการพัฒนาในสิ่งแวดล้อมบางอย่าง ได้มากกว่าในที่อื่น การเข้าคลอดอย่างต่อเนื่อง ( Continuous farrowing operation ) จะโน้มเอียงให้เกิดcolibacillosis และ enzootic TGE  Colibacillosis ที่พบส่วนใหญ่ มักจะพบในรายที่การจัดการ และสุขอนามัยฟาร์มไม่ดี และพบว่าลูกสุกรจากครอกแม่สาว จะมีโอกาสเป็นมากกว่าครอกแม่นาง ส่วนฟาร์มที่มีการนำลูกสุกรมาจากที่อื่นเข้าฟาร์ม มักจะพบปัญหา ของ enzootic TGE


การผ่าชันสูตรซาก ( ตารางที่ 4 )

มีพื้นที่ใหญ่ๆ  3 ส่วนที่จะต้องดูเป็นพิเศษ ในการผ่าซากลูกสุกรที่แสดงอาการท้องเสีย คือ ตรวจดูลักษณะของนมในทางเดินอาหาร ดูว่ามี หรือ ไม่มีไขมันในน้ำนม ซึ่งจะสะท้อนได้ว่า โรคทำให้เกิดลักษณะของ villous atrophy และความสามารถในการดูดซึมของลำไส้ลดลงหรือไม่ การที่ไม่พบไขมันในน้ำนม จะพบได้ชัดเจนในกรณีของ  TGE และพบว่ามีความแปรผันในกรณีของลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อ โรตาไวรัส ส่วนกรณีของ colibacillosis จะไม่ไปรบกวนความสามารถของลำไส้เล็ก ในการดูดซึมไขมัน อีกกรณีที่ทำให้ไม่พบไขมันในน้ำนมเกิดขึ้นเมื่อสุกรไม่ได้พยาบาลดูแลให้ดี Milk หรือ milk curd ในกระเพาะอาหาร เป็นหลักฐานว่าสุกรได้รับการกกดูแล และไม่น่าจะทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ตรวจดู  serosal surface ของลำไส้ ถ้าหากมีลักษณะเป็นสีแดง บ่งถึงว่าเกิดการติดเชื้อ คลอสตริเดียม หรือถ้ามีลักษณะโปร่งใส  บ่งชี้ถึงการเกิด TGE ตรวจดู  mucosal surface ของลำไส้ จะต้องดูว่าเป็นลักษณะของ Petechial หรือ flank hemorrhage ( clostridial enteritis, salmonellosis ) และลักษณะ fibrinousnecrotic membrane หรืออาจจะเป็นลักษณะ diphtheritic ( coccidiosis,chronic Clostridial enteritis ) หรือมีลักษณะของ hemorrhagic ( acute Clostridial enteritis, SD )


สุกรหย่านมจนถึงโตเต็มที่ ( ตารางที่ 1,5,6 )

          การเกิดท้องเสียในสุกรอายุเยอะๆ อาจจะแสดงอาการเพียงบางอย่างของโรค หรือบางส่วนของอาการอื่นๆของกลุ่มโรค ที่ไม่ใช่อาการของระบบทางเดินอาหารก็ได้ ในการตรวจสอบทางคลินิก จะต้องดูอาการที่มีอยู่จริง ถ้าโรคเป็นแบบเป็นทั้งระบบ หรือตีวงจำกัดไปที่ระบบทางเดินอาหาร และเป็นโรคของลำไส้เล็ก หรือของลำไส้ใหญ่ หรือทั้งสองอย่างรวมกัน


การผ่าชันสูตรซาก ก็ทำเหมือนกันกับในสุกรเล็ก

          อุจจาระเหลว อาจพบได้ในสุกรที่พึ่งหย่านมได้  2-3 วัน หรืออาจถึงหนึ่งสัปดาห์หลังหย่านม  เมื่อสุกรมีความไวรับ หรือแพ้ถั่วเหลืองป่นในอาหารที่กินเข้าไป Cryptosporidia พบว่าทำให้เกิดท้องเสียในลูกสุกรน้อยมาก

บทความอื่นๆ ในหมวดเดียวกัน