Bookmark and Share Add to Favorites  

เมนูหลัก

สมาชิกเข้าสู่ระบบ

User Name:
Password:
จำการล็อกอินของฉันไว้
ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
ใสอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้กับเรา

โทรทัศน์

โรคเซอร์โตไวรัส

โรคเซอร์โตไวรัส

 โรคเซอร์โคไวรัสหรือโรคพีซีวีดี(Porcine circovirus disease)

        เซอร์โคไวรัสไทป์ 2 ในสุกรหรือ PCV2 จัดอยู่ใน family circoviridae และอยู่ใน genus circovirus PCV2 เป็นไวรัสที่ไม่มีเปลือกหุ้ม(non-enveloped)  มีขนาดประมาณ 17 นาโนเมตร มีโครงสร้างภายนอกเป็นลักษณะicosahedral ภายในมีสารพันธุกรรมเป็นดีเอ็นเอสายเดี่ยว (single-stranded DNA) จัดเรียงตัวเป็นวงกลม มีขนาดของสารพันธุกรรมรวมทั้งสิ้นประมาณ 1,767 นิวคลีโอไทด์ ไวรัส PCV2 ประกอบด้วย 3 open reading frames (ORFs) หลัก ได้แก่ ORF1 มีขนาดประมาณ 945 นิวคลีโอไทด์ ซึ่งเป็นส่วนของ rep gene แสดงออกได้เป็น replicase protein มีขนาด 35.7 กิโลดาลตัน เป็นโปรตีนที่มีหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับกระบวนการการเพิ่มจำนวน (replication) ของไวรัส (Mankertz et al., 1998) ORF2 มีขนาดประมาณ 702 นิวคลีโอไทด์ เป็นส่วนของ cap gene ที่แสดงออกได้เป็น capsid protein มีน้ำหนักประมาณ 27.8กิโลดาลตัน เป็นโปรตีนโครงสร้างเพียงชนิดเดียวที่ห่อหุ้มไวรัสเอาไว้ (Nawagitgul et al., 2000) และORF3 ซึ่งซ้อนอยู่บน ORF1 มีขนาดประมาณ 315 นิวคลีโอไทด์ แสดงออกได้เป็นโปรตีนที่เชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการตายแบบ apoptosis ของเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส (Liu et al., 2005; Liu et al., 2006)


โรคที่เกิดจากไวรัส PCV2

โรคและกลุ่มอาการที่คาดว่าเกิดจากการติดเชื้อไวรัส PCV2 นั้นมีอยู่หลากหลาย ได้แก่ 1. postweaning multisystemic wasting syndrome (PMWS) 2. porcine respiratory disease complex (PRDC) 3. porcine dermatitis and nephropathy syndrome (PDNS) 4. granulomatous enteritis 5. necrotizing lymphadenitis และ 6. ภาวะความล้มเหลวของระบบสืบพันธุ์ (Chae, 2005) ซึ่งกลุ่มอาการเหล่านี้รวมเรียกว่า PCVD อย่างไรก็ตามในบรรดาความผิดปกติทั้งหมดนี้ PMWS และ PRDC เป็นกลุ่มอาการที่ส่งผลกระทบต่อระบบการเลี้ยงสุกรมากที่สุด

กลุ่มอาการ PMWS มีการแสดงออกทางคลินิกที่ค่อนข้างหลากหลายและไม่จำเพาะ แต่โดยมากมักพบภาวะการสูญเสียน้ำหนักอย่างรุนแรง ร่วมไปกับอาการของความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ อาการท้องเสีย ผิวหนังมีสีซีดจากภาวะเลือดจางหรือสีเหลืองจากภาวะดีซ่านจากตับอักเสบ การขยายใหญ่ของต่อมน้ำเหลืองโดยเฉพาะบริเวณขาหนีบ โดยความผิดปกติเหล่านี้โดยมากจะพบในสุกรช่วงอายุประมาณ 60 - 80 วัน รอยโรคทางมหพยาธิวิทยาของกลุ่มอาการ PMWS นั้นจะยังคงไม่มีความจำเพาะเช่นเดียวกับอาการทางคลินิก กล่าวคือรอยโรคที่พบอาจมีทั้งการอักเสบของปอด ซึ่งทำให้ปอดมีลักษณะแน่น ไม่ยุบตัว การอักเสบของลำไส้ การบวมโตของต่อมน้ำเหลืองทั่วร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณโคนขาหนีบ

รอยโรคทางจุลพยาธิวิทยาที่สำคัญจะอยู่ที่บริเวณเนื้อเยื่อน้ำเหลือง โดยสามารถพบการลดจำนวนลงของ lymphocytes (lymphocyte depletion) ร่วมไปกับการเข้าแทรกของเซลล์กลุ่ม histiocytes และ/หรือ multinucleated giant cells และในบางกรณีอาจพบลักษณะของ basophilic intracytoplasmic inclusion bodies ภายในเซลล์กลุ่ม histiocytes ที่เข้ามาแทรกด้วย

การก่อโรคของไวรัส PCV2 โดยเฉพาะในกรณีของกลุ่มอาการ PMWS นั้นปัจจุบันเป็นที่ยอมรับแล้วว่าจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเสริมด้วย กล่าวคือไวรัส PCV2 เพียงอย่างเดียวไม่น่าจะมีความสามารถเพียงพอต่อการทำให้เกิด PMWS ปัจจัยเสริมต่างๆ ที่ได้รับความสนใจค่อนข้างมากคือภาวะที่มีการกระตุ้นภูมิคุ้มกันและการติดเชื้อร่วมกันของ PCV2 และเชื้อก่อโรคอื่นๆ

อย่างไรก็ตามยังไม่มีคำอธิบายถึงกลไกที่แน่ชัดว่าปัจจัยเสริมต่างๆ เหล่านี้มีผลต่อการเกิดโรคPMWS ได้อย่างไร ในกรณีของปัจจัยด้านการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันนั้นคาดว่ากลไกที่สำคัญน่าจะมาจากการที่ไวรัส PCV2 นั้นมีเซลล์เป้าหมายในการเพิ่มจำนวนอยู่ที่เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน เช่น B และ T lymphocytes ดังนั้นถ้าหากมีการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในแง่ของการเพิ่มจำนวนของเซลล์เหล่านี้ (มิใช่ในแง่ของการเพิ่มความสามารถในการกำจัดไวรัส PCV2) ก็น่าจะมีผลทำให้ไวรัสสามารถเพิ่มจำนวนในตัวสุกรได้มากขึ้น (Kyriakis et al., 2002; Yu et al., 2007a)

ในกรณีของปัจจัยด้านการติดเชื้อร่วมนั้นคาดว่ากลไกสำคัญน่าจะอยู่ที่การกดภูมิคุ้มกันของ PCV2ดังจะเห็นได้จากการพบ lymphoid depletion หลังการติดเชื้อ PCV2 ดังนั้นเมื่อมีการติดเชื้อแทรกซ้อนในช่วงนี้จึงอาจทำให้การแสดงออกต่างๆ ของโรคที่เกิดจาก PCV2 และเชื้อที่ติดร่วมกันรุนแรงขึ้น ปัจจุบันคาดว่าการติดเชื้อร่วมกันระหว่างเชื้อก่อโรคชนิดอื่นๆ กับ PCV2 นี้น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พบลักษณะของ PMWS ในภาคสนาม เชื้อก่อโรคชนิดอื่นๆ ที่มักพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับ PMWS ได้แก่ porcine reproductive and respiratory syndrome (PRRSV), swine influenza virus (SIV), porcine parvovirus (PPV), Haemophilus parasuis, Actinobacilus pleuropneumoniae (APP),Streptococcus suis และ Mycoplasma hyopneumoniae (Chae, 2004)

 

การเพิ่มจำนวนของไวรัสในสุกร

หลังจากไวรัส PCV2 เข้าสู่ร่างกายสุกรแล้ว ไวรัสจะเข้าไปเพิ่มจำนวนที่ต่อมน้ำเหลืองในบริเวณที่เกิดการติดเชื้อเป็นหลัก หลังจากนั้นจึงมีการแพร่กระจายของไวรัสออกไปตามเนื้อเยื่อต่างๆ ซึ่งจากการศึกษาของ Yu และคณะ (Yu et al., 2007a) พบว่าถ้าสุกรได้รับไวรัส PCV2 ผ่านทาง intranasal route ไวรัสจะเริ่มมีการเพิ่มจำนวนที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณหลอดลมเป็นเนื้อเยื่อลำดับแรกๆ จากนั้นจึงพบมีการแพร่กระจายของไวรัสไปที่เนื้อเยื่ออื่นๆ เช่น ปอด ไต ตับ ม้าม และต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบ เป็นต้น

การเพิ่มจำนวนของไวรัสที่เนื้อเยื่อต่างๆ ในตัวสุกรจะเกิดขึ้นมากที่สุดที่ช่วงเวลาประมาณ 14 วันหลังการติดเชื้อ หลังจากนั้นการเพิ่มจำนวนที่เนื้อเยื่อต่างๆ จะลดลง แต่อาจพบมีการเพิ่มจำนวนของไวรัสได้ยาวนานกว่า 21 วัน (Yu et al., 2007a) ต่อมน้ำเหลืองในบริเวณที่มีการติดเชื้อเริ่มแรกจัดเป็นหนึ่งในเนื้อเยื่อที่สามารถพบมีการเพิ่มจำนวนของไวรัสอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไวรัส PCV2นอกจากจะใช้ต่อมน้ำเหลืองเป็นเนื้อเยื่อลำดับแรกๆ ในการเพิ่มจำนวนแล้ว ไวรัสยังใช้เนื้อเยื่อนี้ในการเกิดการติดเชื้อแบบติดทน (persistent infection) อีกด้วย

 เซลล์ที่จัดเป็นเป้าหมายหลักที่ไวรัส PCV2 ใช้ในการเพิ่มจำนวนที่ปัจจุบันสามารถระบุได้คือเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T และ B lymphocytes (Yu et al., 2007a; Yu et al., 2007b) เนื่องจากสามารถตรวจพบ mRNA ของไวรัสได้เป็นจำนวนมากในเซลล์เหล่านี้ อย่างไรก็ตามสำหรับเซลล์ในกลุ่ม monocyte นั้นยังไม่สามารถยืนยันแน่นอนได้ว่าเป็นเซลล์ที่มีความสำคัญในการเพิ่มจำนวนของไวรัสในตัวสุกรมากน้อยแค่ไหน (Allan et al., 1994; Gilpin et al., 2003; Meerts et al., 2005; Yu et al., 2007a; Yu et al., 2007b) เนื่องจากยังมีหลักฐานต่างๆ ที่มีข้อมูลขัดแย้งกันอยู่หรือยังไม่สามารถสรุปผลจากการทดลองได้ เช่น แม้จะมีการพบ antigen หรือสารพันธุกรรมต่างๆ เช่น mRNA และ DNA ของ PCV2 ใน monocyte แต่ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า antigen หรือสารพันธุกรรมต่างๆ ของ PCV2 ที่พบใน monocyte นั้นเกิดจากการเพิ่มจำนวนของไวรัสใน monocyte หรือเป็นการ phagocytosis เซลล์อื่นๆ ที่ไวรัสใช้ในการเพิ่มจำนวน

แม้ปัจจุบันจะยังไม่สามารถสรุปได้ว่า monocyte มีความสำคัญในการเพิ่มจำนวนของไวรัส PCV2มากหรือน้อยอย่างไร แต่ก็มีหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ว่า monocyte น่าจะเป็นกลุ่มเซลล์ที่สำคัญกลุ่มหนึ่งที่ไวรัสใช้ในการเกิดการติดเชื้อแบบติดทน (Yu et al., 2007a)

การศึกษาเกี่ยวกับการตอบสนองทางระบบภูมิคุ้มกันของไวรัส PCV2 ยังมีอยู่ค่อนข้างจำกัด และมีข้อมูลเพียงบางด้านเท่านั้น โดยพบว่าเมื่อมีการติดเชื้อเกิดขึ้นแล้วสุกรส่วนใหญ่จะเกิด seroconversion ที่เวลาประมาณ 7 วันหลังได้รับเชื้อ ซึ่งช่วงนี้ antibody ที่พบมากจะเป็น IgM ในขณะที่ IgG นั้นจะมีserocinversion ที่ช้ากว่าโดยใช้เวลาประมาณ 14 วันหลังการติดเชื้อ ส่วนการสร้าง neutralizing antibody นั้นยังไม่มีการศึกษาอย่างจริงจังว่าเป็นเช่นไร ทั้งนี้นมน้ำเหลืองที่ได้รับจากแม่สามารถลดการแสดงอาการของ PCVD ได้

           

การวินิจฉัย การควบคุมและการป้องกันโรค

การวินิจฉัยว่าสุกรป่วยด้วยโรคพีซีวีดีหรือไม่นั้น จะต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบ 3 อย่าง ได้แก่1) อาการทางคลินิก เช่น มีน้ำหนักลด ซูบผอม ซีด เป็นต้น 2)รอยโรคทางพยาธิวิทยาทั้งการมีต่อมน้ำเหลืองบวมโต และมีการเสียหายของลิมฟอยด์ฟอลลิเคิล เมื่อดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ หรืออื่นๆ และ 3) มีการพบแอนติเจนของไวรัสเซอร์โคไวรัส  เมื่อทำการตรวจด้วยวิธีอิมมูโนฮีสโตเคมี (immunohistochemistry; IHC)หรือตรวจพบสารพันธุกรรมของเชื้อเมื่อตรวจด้วยวิธีอินซิตูไฮบริไดเซชัน(in situ hybridization; ISH) ในบริเวณเนื้อเยื่อที่มีรอยโรค  ซึ่งเนื้อเยื่อที่เหมาะสมในการวินิจฉัยด้วยวิธีนี้ได้แก่ ต่อมน้ำเหลือง ม้าม ทอนซิล ไทมัส และ ลำไส้เล็กส่วนปลาย (ileum) ส่วนการวินิจฉัยด้วยวิธีปฏิกิริยาลูกโซ่โพลีเมอเรส (polymerase chain reaction; PCR)   สามารถตรวจได้จากทั้งซีรัม และเนื้อเยื่อน้ำเหลืองต่างๆ  แต่วิธีนี้สามารถบอกได้แค่ว่าในฟาร์มมีเชื้อเซอร์โคไวรัส  และเป็นสเตรนไหน แต่บอกไม่ได้ว่าสุกรที่ตรวจเจอนั้นจะป่วยด้วยภาวะทรุดโทรมหลังหย่านมหรือไม่  นอกจากนี้การตรวจทางซีรัมวิทยาก็สามารถบอกได้ว่าสุกรเคยมีการสัมผัสเชื้อไวรัสชนิดนี้ และยังเป็นการตรวจที่ยังไม่เป็นที่แพร่หลายนักในประเทศไทย  สำหรับหน่วยพยาธิวิทยา และหน่วยชันสูตรโรคสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ นั้นมีการให้บริการการตรวจด้วยการชันสูตรซาก การตรวจทางจุลพยาธิวิทยา การแยกเชื้อไวรัส การตรวจด้วยวิธีอิมมูโนฮีสโตเคมี และการตรวจด้วยวิธีปฏิกิริยาลูกโซ่โพลีเมอเรส

 วิธีที่ใช้ในการควบคุมและป้องกันโรคที่ได้ผลคือการใช้หลักการจัดการฟาร์มที่ดี

            มีระบบป้องกันทางชีวภาพที่เข้มแข็ง และเมื่อพบการระบาดของโรคในฟาร์ม อาจใช้วัคซีนในการควบคุมโรคได้ ทั้งนี้โปรแกรมการฉีดวัคซีนควบคุมโรคพีซีวีดีขึ้นอยู่กับชนิดของวัคซีนที่ใช้และรูปแบบของปัญหาที่พบในฟาร์ม ซึ่งภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีนจะสามารถลดปริมาณไวรัสในเลือดและลดโอกาสการเกิดโรค PCVD ได้


บทความอื่นๆ ในหมวดเดียวกัน